วิธีสอบใบขับขี่ออนไลน์ ทำอย่างไร

วิธีสอบใบขับขี่ออนไลน์ ทำอย่างไร

ในช่วงที่เกิดไวรัสโควิด-19 ระบาด สถานที่ราชการต่างๆ ก็ต้องปิดตัวลง โดยไม่มีเงื่อนไข เช่นกัน การสอบใบขับขี่รถยนต์ เอง ก็หนีไม่พ้นด้วย ที่แต่ก่อนต้องออกมาสอบที่ศูนย์สอบใบขับขี่ พอเกิดกเหตุนี้ ต้องปิดลงไป เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อ แต่ถึงอย่างไรก็ดี ก็ได้มีการแก้ไขและมีการให้สอบทางออนไลน์แล้ว มาดูว่า เราต้องเตรียมอย่างไร ทาง รถเช่า BANANA rent-a-car จะมานำเสนอวิธีสอบใบขับขี่ออนไลน์ ให้ทราบกัน เพราะ ใบขับขี่เป็นสิ่งสำคัญมากๆ ในการเช่ารถกับเรา หรือว่าที่ไหนๆ จะมีรายละเอียดตรงไหน มาดูเลย


หา แอพ DLT smart service

เริ่มได้ไม่ยากเย็น ด้วยการโหลดโปรแกรมแอพลิเคชัน มาก่อน ชื่อ DLT smart service แอพลิเคชันของกรมการขนส่งทางบก ที่สามารถดาวน์โหลดได้ทั้ง iOS (Appstore) และ Android (Playstore) จากนั้นก็ให้เข้าไปได้เลย หลังจากโหลดเข้ามือถือสมาร์ทโฟนของคุณเอง


เริ่มทำข้อสอบได้เลย

จากนั้น ให้คุณเข้าไปที่เมนู "ใบอนุญาตขับขี่" ที่จะเป็นหมวดเกี่ยวกับใบขับขี่รถยนต์ หรือ รถจักรยานยนต์ ที่มีเมนูย่อยๆ เช่น แบบทดสอบใบขับขี่, การจองคิดอบรมในการขอรับใบขับขี่ ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ ชนิดชั่วคราว (ขอใหม่), ชนิดของใบขับขี่ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์, อายุของผู้ที่ประสงค์จะขอรับใบขับขี่ และ การขอรับใบขับขี่ โดยให้เราเข้าไปที่ "แบบทดสอบใบขับขี่" เพื่อเข้าการทดสอบออนไลน์ และให้เริ่มทำแบบทดสอบใบขับขี่ โดยผู้ทดสอบต้องทำคะแนนให้ได้เกิน 90% ขึ้นไป จึงจะถือว่าสอบผ่าน ซึ่งก่อนอื่นให้ลงชื่อและนามสกุลของคุณ และเลือกชุดข้อสอบที่ระบบมี โดยในการทดสอบนั้น จะสอบถามเรื่องเครื่องหมายต่างๆ ในการจราจร และความรู้เกี่ยวกับมารยาทในการขับขี่ทั่วไป หากตอบถูกหรือผิด ก็จะมีข้อมูลเหตุผลไว้รองรับ เพื่อให้ทราบและเข้าใจ และเป็นแนวคำตอบต่อไป หากได้ไปสอบจริง


แนววิธีสอบใบขับขี่ออนไลน์ 2563

หลังจากนี้ ก็จะเป็นแนวข้อสอบใบขับขี่ที่จะได้พบเห็น เมื่อยามที่ไปสอบที่สนามสอบใบขับขี่ ในเขตท้องถิ่นนั้นๆ จะสามารถแบ่งได้ดังต่อไปนี้

1. สัญลักษณ์ป้ายจราจรและเครื่องหมายที่สำคัญ

- ป้ายจราจรเตือน
- ป้ายจราจรบังคับ
- ป้ายจราจรแนะนำ
- เครื่องหมายบนพื้นทาง

2. รู้วิธีการขับรถให้ปลอดภัย

- การขับรถขณะฝนตก ควรเปิดที่ปัดน้ำฝน พร้อมลดความเร็วของรถ และเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ห้ามเปิดไฟฉุกเฉินตลอดทาง
- การจับพวงมาลัย วิธีที่ถูกต้องสุด ก็คือ นิ้วมือทั้งห้า จับพวงมาลัยให้กระชับ สามารถหมุนได้คล่องตัว พยายามอย่าจับให้มือทั้งสองข้างพันกัน เพราะจะทำให้เราขับไม่ถนัด หรือเลี้ยวรถไม่ได้
- รถเกิดเสียหลัก เมื่อตอนฝนตกหนักถนนเปียกลื่น แนะนำให้เรา ตั้งสติให้มั่น จับพวงมาลัยให้ดี และประคองรถต่อไป อย่าหักพวงมาลัยแบบกระทันหัน
- เมื่อรถเสีย สิ่งสำคัญอันดับแรก เราต้องนำรถจอดเข้าข้างทาง พร้อมเปิดไฟฉุกเฉิน เพื่อให้รถคันอื่นรู้ว่ารถของเรากำลังเสีย จะได้ไม่มาชนท้ายรถเรา
- การขับผ่านทางแยก เราต้องทำตามสัญญาณไฟจราจร หรือกฎหมายอย่างเคร่งครัด ห้ามเปิดไฟฉุกเฉิน หรือเร่งความเร็วขณะผ่านทางเเยกเด็ดขาด
- การกลับรถ สามารถกลับรถได้ในระยะเกินกว่า 100 เมตร จากทางราบของเชิงสะพาน แล้วอย่าลืมเปิดไฟเลี้ยวก่อนกลับรถด้วยนะครับ
- การใช้เกียร์ต่ำ สาเหตุที่ควรใช้เกียร์ต่ำขณะลงเขา เพื่อหน่วงความเร็วของรถ ในทางลงลาดชัน เกียร์ต่ำจะทำให้รถมีแรงฉุดได้ดีกว่าและทำให้รถของคุณไม่ไหล จึงง่ายต่อการเลี้ยงเบรกและบังคับรถลงทางลาดชัน
- การคาดเข็มขัดนิรภัย จะต้องตรวจสอบการใช้งานของเข็มขัดนิรภัยก่อน ด้วยการ กระตุกดึงสายเข็มขัดอย่างเร็ว แล้วสายเข็มขัดต้องล็อค ให้แน่นสนิท เพื่อความปลอดภัยขณะขับรถ
- การขับรถชิดถนน กรณีนี้หาก ผู้ขับขี่ขับรถช้า ก็ควรขับชิดขอบด้านซ้ายของถนน แต่ถ้าผู้ขับขี่ขับรถเร็ว หรือต้องการช่องแซง ให้ขับชิดด้านขวาของถนน เลย
- การขับรถสวนทางกัน ให้ผู้ขับขี่ทุกคนชะลอความเร็วและขับชิดด้านซ้าย เพื่อความปลอดภัยร่วมกันบนท้องถนน
- การขับรถเข้าโค้งหรือมุมเลี้ยว ผู้ขับขี่จะต้องควบคุมความเร็วของรถให้เหมาะสมกับโค้งหรือมุมเลี้ยว แล้วให้ชะลอความเร็ว
- รถเลี้ยวพร้อมกัน สำหรับการขับรถที่ถูกต้องและปลอดภัยนั้น ผู้ที่เลี้ยวซ้ายจะต้องหยุดให้ทางแก่รถที่เลี้ยวขวาก่อน เมื่อรถคันด้านขวาเลี้ยวพ้นแล้ว จึงสามารถเลี้ยวไปได้
- การใช้ความเร็ว เมื่อผู้ขับขี่อยู่บริเวณ นอกเขตกรุงเทพ เขตเมืองพัทยา หรือเขตเทศบาล ต้องใช้ความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชม. ส่วนในเขตกรุงเทพ เขตเมืองพัทยา หรือเขตเทศบาล ต้องใช้ความเร็ว ไม่เกิน 80 กม./ชม. ดังนั้น ไม่ควรขับรถเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด
- การเปลี่ยนช่องจราจร จะเป็นกฎหมายจราจรทางบกกำหนดไว้ว่า หากเราต้องการเปลี่ยนช่องเดินรถ ควรดูกระจกมองข้าง แล้วเปิดสัญญาณไฟเลี้ยว เพื่อเปลี่ยนช่องทางเมื่อเห็นว่าปลอดภัย เท่านั้น
- การเปิดไฟเลี้ยว ตามหลักมารยาทการขับขี่ที่ถูกต้อง เราควรเปิดไฟเลี้ยวทุกครั้งก่อนเปลี่ยนช่องทางเดินรถ ไม่น้อยกว่า 30 เมตรให้ก่อนที่จะเลี้ยว เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน

3. รู้จักการดูแลรถยนต์

- การเติมแบตเตอรี่ สำหรับวิธีการเติมที่ถูกต้องก็คือ ใช้น้ำกลั่น เพราะจะทำหน้าที่เป็นตัวนำไฟฟ้าภายในแบตเตอรี่ ส่วนการดูแลรักษาแบตเตอรี่ ก็คือ การหมั่นตรวจเช็คระดับของน้ำกลั่น และน้ำกลั่นที่ดีควรเป็นน้ำกลั่นบริสุทธิ์ ห้ามใช้น้ำกรดเติมเด็ดขาด และควรเติมน้ำกลั่นอยู่ในระหว่างขีดต่ำ-สูง ของแบตเตอรี่อีกด้วย
- การเติมถังพักหม้อน้ำ เมื่อเราจะเติมน้ำในถังพักหม้อน้ำ ไม่ควรเติมน้ำบาดาล เด็ดขาด และควรอยู่ระหว่างเกณฑ์สูง-ต่ำ ที่กำหนดไว้ข้างถังพักน้ำ เพราะต้องสำรองเนื้อที่ในการขยายตัวของน้ำเมื่อเกิดความร้อน ถือเป็นตัวช่วยในการระบายความร้อนของเครื่องยนต์ได้ดีเลย
- การเช็คสภาพรถ ไม่ว่าจะเดินทางไปไหนมาไหน เราควรตรวจเช็ครถยนต์ก่อนเดินทางทุกครั้ง ได้แก่ ตรวจแรงดันลมยาง ระบบเบรค และน้ำมันหล่อลื่น รวมถึงควรเดินสำรวจรอบตัวรถทุกครั้ง ว่ามีสิ่งไหนผิดปกติจากเดิมหรือไม่
- เครื่องยนต์ร้อนสูง ถ้าเกิดว่าเข็มความร้อนขึ้นสูงผิดปกติ เราควรหยุดรถในที่ปลอดภัยแล้วปล่อยให้เครื่องเย็นลงก่อน ถึงแม้อาจจะใช้เวลานานหน่อยก็ควรรอดีกว่า หรือหนักมากจนเอาไม่อยู่ก็ควรนำรถเข้าไปให้ช่างตรวจเช็คสภาพทันที หรือสามารถอ่านวิธีแก้เครื่องยนต์ความร้อนผิดปกติได้ครับ
- การสตาร์ทเครื่องยนต์ ขึ้นเบรกมือ-ปลดเกียร์ว่าง-ปิดอุปการณ์ไฟฟ้า-เหยียบคลัตช์-สตาร์ทเครื่องยนต์ ให้ทำตามลำดับ
- การขับรถลุยน้ำ วิธีเอาตัวรอดขณะขับรถลุยน้ำก็คือ ควรเร่งเครื่องยนต์ให้มากกว่าปกติเล็กน้อย อย่าหยุดรถกลางน้ำ และควรขับรถตามหลังคันข้างหน้าในระยะห่างพอประมาณด้วยเช่นกัน - ส่วนวิธีแก้ผ้าเบรกให้แห้ง เเนะนำให้เรา เหยียบเบรกเบาๆ แล้วปล่อยหลายๆ ครั้ง จะช่วยไล่ความชื้น พร้อมยืดอายุของการใช้งาน
- การถอดขั้วแบตเตอรี่ จะต้องถอดขั้วแบตเตอรี่ที่เป็น ขั้วลบ ออกก่อน
- ตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่อง ควรตรวจสอบหลังจากดับเครื่องยนต์อย่างน้อย 10 นาที

4. กฎหมายรถทั่วไป

- อายุของใบขับรถชั่วคราว กรมการขนส่งทางบก ขยายเวลาให้มี อายุ 2 ปี เพื่อทำให้สะดวก ไม่ต้องเปลี่ยนใบขับขี่บ่อยขึ้น (โดยสามารถขอเปลี่ยนเป็นชนิดส่วนบุคคลได้ตั้งแต่ครบ 1 ปีขึ้นไป)
- การเสียค่าปรับ ตามกฎหมายกำหนดไว้ หากผู้ขับขี่กระทำความผิดจราจรทางบก และได้รับใบสั่ง ต้องติดต่อชำระค่าปรับ ภายในเวลา 7 วัน หากเกินกว่านั้นเราจะต้องเสียค่าปรับเพิ่ม หรือโดนยึดใบขับขี่
- การเปลี่ยนสีรถ เจ้าของรถต้องแจ้งเปลี่ยนสีต่อนายทะเบียน ภายในเวลา 7 วัน นับแต่วันที่เปลี่ยนสีนั้น หากเกินกำหนดจะต้องเสียค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท
- ใบขับขี่หาย / ย้ายทะเบียนรถ / การโอนรถ กรณีนี้ผู้ขับขี่จะต้องแจ้งต่อนายทะเบียน ภายในเวลา 15 วัน ทันที
- ใบขับขี่หมดอายุ ถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายจราจรทางบก และจะต้องเสีย ค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท หากรู้ตัวว่าใบขับขี่ใกล้จะหมดอายุ ก็ควรรีบไปต่ออายุให้เร็วที่สุด
- ระดับแอลกอฮอล์ ขณะผู้ขับรถดื่มสุราเมื่อวัดระดับปริมาณแอลกอฮอล์ ในลมหายใจ จะต้องไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็น หากตรวจพบเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดจะมีโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น ดื่มไม่ขับดีที่สุด
- การบรรทุกสิ่งของ ไม่ว่าจะเป็นรถกะบะหรือรถบรรทุก ผู้ขับขี่ทุกคนต้องบรรทุกสิ่งของยื่นพ้นตัวรถด้านหลังไม่เกิน 2.50 เมตร เพื่อความปลอดภัยกับผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน
- การขับรถห่างจากขอบทาง ผู้ขับรถที่ต้องการจอดรถจะต้องจอดให้ ห่างจากขอบทางไม่เกิน 25 เซนติเมตร

5. มารยาทการขับรถทั่วไป

- คุณสมบัติผู้ขับรถ มีความรับผิดชอบ-การให้อภัยผู้อื่นมองโลกในแง่ดี-ความอดทนอดกลั้น
- การใช้แตรรถ สาเหตุหลักที่เราต้องส่งสัญญาณแตรนั้น เพื่อป้องกันอัตรายหรืออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากรถ รวมถึงผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน แต่บางแห่งก็ไม่ควรใช้แตรรถ เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน และเขตพระราชฐาน เป็นต้น ส่วนบริเวณที่ใช้สัญญาณแตรรถได้ก็คือ สวนสาธารณะ
- บริเวณจอดรถ เราสามารถนำรถของเราจอดได้อย่างปลอดภัย ก็คือ ลานจอดรถในห้างสรรพสินค้า หรือบริเวณที่สำหรับไว้ให้จอดรถ ไม่ควรจอดกีดขวางผู้อื่นและไม่ฝ่าฝืนกฎจราจร โดยเด็ดขาด
- การเปิดไฟสูง เป็นมารยาทสำคัญของการใช้รถใช้ถนนร่วมกัน เราไม่ควรเปิดไฟสูงในขณะที่มีรถสวนทาง และไม่เปิดไฟสูงขณะขับรถตามหลังคันอื่น หรือเพื่อไล่รถคันหน้า โดยจะใช้ไฟสูงได้เฉพาะกรณีตรวจสภาพถนนและริมถนนที่มืดมาก และไม่มีรถสวนทางมาเท่านั้น
- การเกิดอุบัติเหตุ ผู้ขับรถทุกคนควรคำนึงอันดับแรกเลยก็คือ การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ โดยปฐมพยาบาลอาการบาดเจ็บเบื้องต้น หรือรีบส่งตัวผู้บาดเจ็บเข้าโรงพยาบาลอย่างด่วนที่สุด
- การให้ทางร่วม เมื่อเราพบเห็นคนกำลังเดินข้ามทางม้าลาย ก็ควรจะ หยุดให้คนข้ามถนนก่อน หรือเราต้องการจะเลี้ยวขวา ก็ควรจะหยุดรอรถทางตรงสวนทางมาก่อนจึงจะเลี้ยวได้

Visitors: 116,973